Posted on

วัดสามง่าม หรือ วัดอรัญญิการาม นครปฐม

ประวัติวัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม)

วัดสามง่าม ตั้งอยู่บ้านสามง่าม เลขที่ 81 หมู่ที่ 5 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม รหัสไปรษณีย์ 73150 โทรศัพท์ 034-381754 อยู่ทางทิศเหนือขององค์พระปฐมเจดีย์ ไปตามถนนทหารบก แยกเข้าถนนเศรษฐวิถี ถึงตัววัดสามง่ามเป็นระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร

วัดสามง่ามสร้างขึ้นโดยหลวงพ่อแดงร่วมกับชาวบ้านสมัยนั้น หลวงพ่อแดงนี้เป็นลุงของหลวงพ่อเต๋ คงทอง เดิมท่านเป็นพระบวชที่วัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร ได้เอาหลวงพ่อเต๋ ขณะนั้นเป็นเด็กไปอยู่ด้วย

โดยในปี พ.ศ. 2444 หลวงพ่อแดงได้พาเด็กชายเต๋ ขณะนั้นอายุ 10 ปี ออกจากวัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร มาสร้างวัดขึ้นที่บริเวณเมืองตูม จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นเมืองร้างเก่าแก่สมัยโบราณ
(ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง วัดดอนตูมที่สร้างขึ้นภายหลัง) ท่านตั้งวัดได้ 3 ปี ประสบอุปสรรคมาก เนื่องจากอยู่ห่างไกลชุมชนและชาวบ้านไปมาไม่สะดวก ท่านจึงออกมาสร้างวัดขึ้นใหม่ที่บริเวณบ้านสามง่ามอันเป็นที่ตั้งวัดในปัจจุบัน ก่อนหน้านั้นตรงบริเวณนี้ เป็นที่ตั้งโรงหีบอ้อยของเจ๊กไป๋ มีคลองแจงงามและคลองทุ่งรางทอง มาเชื่อมติดต่อกันเป็น 3 ง่าม จึงเรียกชุมชนบริเวณนี้ว่า “บ้านสามง่าม” ขณะนั้น

โรงหีบอ้อยของเจ๊กไป๋ถูกโจรปล้นและเจ๊กไป๋ถูกโจรฆ่าตาย ที่ดินได้ร้างขาดคนดูแลลูกสาวเจ๊กไป๋จึงยกที่ดินให้แก่หลวงพ่อแดง เพื่อทำการสร้างวัด
ปี พ.ศ. 2447 หลวงพ่อแดงได้มาสร้างวัดที่บ้านสามง่าม โดยนำเด็กชายเต๋ มาอยู่ด้วย ขณะนั้นอายุ 13 ปี ปี พ.ศ. 2449 หลวงพ่อแดงได้บวชเด็กชายเต๋ เป็นสามเณร ขณะอายุได้ 15 ปี ท่านได้ถือเพศสามเณรจนกระทั่งครบบวช
ปี พ.ศ. 2451 วัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมา ในชื่อวัดว่า”วัดอรัญญิการาม”
ปี พ.ศ. 2453 หลวงพ่อแดงได้จัดงานผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตโบสถ์หลังแรกขึ้น และอุปสมบทสามเณรเต๋ เป็นพระภิกษุองค์แรกของพัทธสีมานี้ โดยมีพระครูอุตรการบดี (ทา) แห่งวัดพะเนียงแตกเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสมุห์เทศวัดทุ่งผักกูดเป็นพระกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการจอม วัดลำเหย เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ปี พ.ศ. 2455 หลวงพ่อแดงถึงแก่มรณภาพ ขณะที่พระภิกษุเต๋ อายุได้ 21 ปี พรรษา 2 ได้มีพระภิกษุ
ซึ่งเป็นคนทุ่งสีหลงมาเป็นเจ้าอาวาส เมื่อจัดงานศพหลวงพ่อแดงเสร็จเรียบร้อยแล้วพระภิกษุเต๋ ได้ออกจากวัดไปอยู่กับหลวงพ่อทา ที่วัดพะเนียงแตก ศึกษาหาความรู้ทั้งหนังสือและคาถาอาคมด้วย ท่านอยู่ได้ 8 ปีเศษ หลวงพ่อทาก็ถึงแก่มรณภาพ ในปี พ.ศ. 2464 เมื่อจัดงานศพหลวงพ่อทาเสร็จแล้ว พระภิกษุเต๋ ได้ออกจากวัดพะเนียงแตกไปอยู่กับหลวงพ่อแช่ม ที่วัดตาก้อง เนื่องจากหลวงพ่อแช่มท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อทา และหลวงพ่อทา เคยฝังหลวงพ่อเต๋ไว้ พระภิกษุเต๋ ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับหลวงพ่อแช่ม และธุดงค์ไปด้วยกันกับหลวงพ่อแช่ม ตามป่าเขาต่างๆ และจะพากันกลับวัดตาก้องในฤดูเข้าพรรษา เหตุที่หลวงพ่อแช่ม สามารถออกธุดงค์ได้นานๆเนื่องจากท่านไม่รับเป็นเจ้าอาวาสวัดตาก้อง ท่านให้หลวงพ่อเกลื่อน เป็นเจ้าอาวาส ส่วนหลวงพ่อแช่มเป็นพระลูกวัด พระภิกษุเต๋ อยู่กับหลวงพ่อแช่มจนกระทั่งท่านถึงมรณภาพ และเมื่อจัดงานศพเสร็จเรียบร้อยท่านก็ออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ
จนไปถึงเขาตะลุง กาญจนบุรี ได้พบกับสมณพรามณ์เขมรซึ่งเชี่ยวชาญคาถาอาคมและไสยศาสตร์มาก ท่านผู้นี้เคยเป็นแม่ทัพเขมรได้ออกจากราชการสมัยฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีน จึงมาบวชเป็นพรามห์ถือศีลอยู่ที่เขาตะลุงพระภิกษุเต๋ ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ รับการถ่ายทอดวิชาไสยศาสตร์อยู่หลายปีจนมีความรู้ความชำนาญเป็นอย่างมาก จึงลาอาจารย์พราหมณ์กลับวัดสามง่าม ซึ่งระหว่างนี้ วัดอรัญญิการามได้เปลี่ยนเป็น “วัดสามง่าม” แล้ว ตามแนวปฏิบัติของทางการคณะสงฆ์ขณะนั้นที่ให้ตั้งชื่อตามตำบลที่อยู่ เมื่อพระภิกษุเต๋ ลาอาจารย์พราหมณ์กลับวัด ท่านสมณพราหมณ์ได้มอบตำราและ “ฤาษีปู่ครู” ให้พระภิกษุเป็นกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งพระภิกษุเต๋ ได้นำกลับมาไว้ที่วัดสามง่ามและจัดให้มีพิธีไหว้ครูบูชา “ฤาษีปู่ครู”ทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่ 14 มีนาคม ของทุกปี จนถึงทุกวันนี้

โดยปี พ.ศ. 2472 พระภิกษุเต๋ ได้กลับมาอยู่วัดสามง่าม หลังจากที่ออกไป 17 ปี ช่วงระหว่างนี้ วัดสามง่ามว่างเจ้าอาวาส มีพระดูแลวัดอยู่ 2 รูป คือหลวงตาเพชร และหลวงตาปลั่ง ซึ่งทางการคณะสงฆ์ยังไม่ได้ตั้งใครเป็น
เจ้าอาวาส
ปี พ.ศ. 2475 ทางการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมได้แต่งตั้งหลวงพ่อเต๋ คงทอง ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม
ปี พ.ศ. 2476 หลวงพ่อเต๋ คงทองได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลสามง่าม รับผิดชอบดูแลวัดในเขตปกครอง 5 วัด คือ วัดสามง่าม วัดลำลูกบัว วัดแหลมมะเกลือ วัดทุ่งสีหลง และวัดตะโกสูง ซึ่งท่านก็ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งตลอดมา
ปี พ.ศ. 2481 นายแย้ม เดชมาก ได้อุปสมบทที่วัดสามง่าม ในนามพระภิกษุแย้ม ฐานยุตโต ต่อมาได้เป็น พระครูประยุตนวการ เจ้าอาวาสวัดสามง่ามองค์ปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2504 หลวงพ่อเต๋ คงทอง ได้สร้างสถานีตำรวจตำบลสามง่าม สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 42,980 บาท
ปี พ.ศ. 2506 หลวงพ่อเต๋ คงทอง ซื้อที่ดินปลูกสร้างกิ่งอำเภอดอนตูม เนื้อที่ 23 ไร่ สิ้นเงิน 345,000 บาท
ปี พ.ศ. 2506 วัดสามง่ามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาอุโบสถหลังใหม่ในนาม “วัดสามง่าม”
นอกจากนี้ หลวงพ่อเต๋ คงทองได้จัดซื้อที่ว่างเปล่าจากเจ้าของเดิม จำนวน 11 ไร่ ไร่ละ 1,000 บาท เป็นเงิน 11,000 บาท เพื่อให้สร้างโรงพยาบาลดอนตูม
ปี พ.ศ.2514 กรมการศาสนาได้ยกฐานะวัดสามง่ามขึ้นเป็น “วัดพัฒนาตัวอย่าง”

หลวงพ่อเต๋ คงทอง ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ที่พระครูภาวณาสังวรคุณ พระครูสัญญาบัตร เทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอกท่านได้ทำนุบำรุงวัดและพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2524 อายุ 91 ปี พรรษา 72
(และได้กำหนดให้มีเทศกาลนมัสการหลวงพ่อเต๋ คงทอง ในระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม 2556 ของทุกๆปี)
ปี พ.ศ. 2525 พระภิกษุแย้ม ฐานยุตโต ได้เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ทำนุบำรุงวัดและพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูประยุตนวการ และในปี พ.ศ. 2535
ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก

สิ่งสำคัญของวัดสามง่าม
1. วัดพัฒนาตัวอย่างตั้งตี่ 2514
2. มูลนิธิหลวงพ่อเต๋ คงทอง
3. อุโบสถที่สวยงาม และภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถ
4. รูปฤาษีปู่ครู
5. มณฑปพระพุทธบาทจำลอง
6. วัตถุมงคลต่างๆ ของหลวงพ่อเต๋ คงทอง อดีตเจ้าอาวาส
7. วัตถุมงคลต่างๆ ของหลวงพ่อแย้ม เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน



ประวัติ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม

หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม เกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2434 ณ บ้านสามง่าม หมู่ที่ 4 โยมบิดาชื่อ จันทร์ โยมมารดาชื่อ บู่ นามสกุล สามงามน้อย ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 7 คน เป็นชาย 3 คน เป็นหญิง 4 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 5

เมื่ออายุได้ 7 ปี ลุงของท่านซึ่งบวชอยู่ที่วัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร มีชื่อว่า หลวงลุงแดง เป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในขณะนั้นรูปหนึ่ง ได้ไปเยี่ยมญาติที่บ้านสามง่าม ได้พบหลานชายจึงได้ชวนให้ไปอยู่ด้วยกันที่วัดกาหลงเพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนหนังสือ ธรรมะ และเวทมนต์คาถา เป็นเวลา 3 ปี จนสามารถเขียนอ่านได้เป็นอย่างดี จึงได้กลับมาบ้านเกิด
หลวงลุงแดงของหลวงพ่อเต๋ ท่านเป็นผู้สนใจในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ท่านเห็นว่าบ้านสามง่าม ควรจะมีวัดวาอารามสำหรับให้พระภิกษุและชาวบ้านประกอบกิจทางพระพุทธศาสนา จึงได้ชักชวนหลานชายไปสร้างวัดขึ้นที่บ้านดอนตูม ห่างจากบ้านสามง่ามประมาณ 3 กิโลเมตร

เมื่อหลวงพ่อเต๋ มีอายุได้ 15 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่กับหลวงลุงแดง ร่วมจัดสร้างวัดใหม่ไปพร้อมกัน รวมทั้งได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมเพิ่มเติมจากหลวงลุงแดง ประวัติหลวงลุงแดงท่านเป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีความเชี่ยวชาญพุทธาคมทั้งทางด้านเมตตามหานิยมและอยู่ยงคงกระพันชาตรี มีลูกศิษย์ลูกหาเคารพนับถือมากมาย อีกทั้งหลวงพ่อเต๋ มีศักดิ์เป็นหลานของท่าน จึงได้รับถ่ายทอดวิชามาอย่างครบถ้วนโดยไม่มีการปิดบังอำพราง

พ.ศ. 2454 ท่านมีอายุได้ 21 ปี จึงได้ทำการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูอุตตรการบดี (หลวงพ่อทา) วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์เทศ วัดทุ่งผักกูด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการจอม วัดลำเหย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่าคงทอง (ภายหลังเปลี่ยนเป็น คงสุวัณโณ แต่ชาวบ้านยังคงเรียกติดปากว่า คงทอง
พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อเต๋ คือหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณชื่อเสียงโด่งดังมากในฐานะพระเกจิอาจารย์ที่มีพุทธาคมเข้มขลังในขณะนั้น หลวงพ่อเต๋ได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางธรรม สมถกัมมัฏฐาน ตลอดจนรับการสืบทอดด้านพุทธาคมต่าง ๆ

ต่อมาไม่นาน หลวงลุงแดง มรณภาพลงที่วัดกาหลง สมุทรสาคร ก่อนมรณภาพท่านได้ฝากวัดสามง่ามให้หลวงพ่อเต๋ดูแล
หลวงพ่อเต๋ เริ่มออกธุดงค์ระหว่าง พ.ศ. 2455 – 2472 เป็นเวลา 17 ปี รวมทั้งศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติม นอกจากที่ได้ศึกษาจาก หลวงลุงแดง และ หลวงพ่อทา หลังจากหลวงพ่อทา มรณภาพแล้ว ท่านได้เดินทางไปขอศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จากนั้นออกธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ และได้ศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับพระอาจารย์อื่นทั้งพระสงฆ์และฆราวาส อาทิ หลวงพ่อกอน วัดบ่อตะกั่ว นอกจากนี้ท่านยังเดินทางไปเรียนกับพระอาจารย์ทางจังหวัดพิจิตร ยังมีอีกหลายรูปในขณะที่เดินธุดงค์ รวมทั้งอาจารย์ฆราวาส ท่านเป็นชาวเขมร เคยเป็นอดีตแม่ทัพเขมร หลวงพ่อเต๋ได้พบอาจารย์ท่านนี้ที่เขาตะลุง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอาจารย์ที่หลวงพ่อเต๋ เคารพนับถือมาก ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านจะทำการไหว้ครูเขมรมิได้ขาด

ภายหลังท่านกลับมาพำนักที่วัดสามง่ามได้ 3 ปี ท่านทำการสร้างวัดสามง่ามต่อจากหลวงลุงแดงที่ฝากฝังไว้ให้ท่านสร้างต่อก่อนจะมรณภาพ สมัยก่อน อุปกรณ์การก่อสร้างต่าง ๆ หาได้ยากมาก เรื่องไม้ที่จะนำมาสร้างวัดต้องเข้าไปเอาในป่าลึก กว่าจะได้ไม้มาแต่ละเที่ยวยากลำบาก การออกไปตัดไม้แต่ละเที่ยว ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 3 เดือน และการนอนป่าหลวงพ่อเต๋ ก็มักจะใช้การตัดไม้ใหญ่เป็นที่พำนักอาศัย การเดินทางไปตามถิ่นต่าง ๆ ก็เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ท่านจึงไม่กลัวต่อภยันตรายทั้งเสือ ช้าง อันเป็นสัตว์ป่าที่ดุร้าย ตลอดจนสิ่งแวดล้อมภายในป่าที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ตลอดเวลา 15 ปี ในการตัดไม้มาก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดของท่าน บางครั้งถึงกับอดน้ำ นับว่าเป็นความอุตสาหะมานะอันแรงกล้าอย่างประเสริฐสุดหาที่เปรียบมิได้

ในการพัฒนา หลวงพ่อเต๋ เป็นนักพัฒนาหาตัวจับยาก สร้างสถานีอนามัย บ้านพักนายแพทย์และพยาบาล โรงเรียนประถมและมัธยม สถานีตำรวจ ถนนหนทาง ขุดบ่อน้ำบาดาล สร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง

หลวงพ่อเต๋ เป็นผู้กอปรด้วยความเมตตาปรานี ท่านจะให้ความรักความเมตตาแก่ศิษย์ทุกคนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง นอกจากนี้ท่านยังให้ความเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง ได้แก่ วัว ชะนี นก สุนัข แมว ไก่ เป็นต้น ไม่ว่านก สุนัข ไก่ และแมว ก่อนท่านจะฉันภัตตาหาร ท่านจะต้องให้ข้าวสัตว์เหล่านี้เป็นนิจสิน

พ.ศ. 2475 กรรมการสงฆ์จังหวัดโดย พระเทพเจติยาจารย์ วัดเสน่หา เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ได้พิจารณาแต่งตั้งให้ หลวงพ่อเต๋ เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม

พ.ศ. 2476 แต่งตั้งให้ท่านรักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะตำบล มีวัดที่ขึ้นอยู่ในความปกครอง 5 วัด คือ วัดสามง่าม วัดลำลูกบัว วัดแหลมมะเกลือ วัดทุ่งสีหลง และวัดตะโกสูง

การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อเต๋ ท่านสร้างไว้หลายแบบมาตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทั้งแบบพระเนื้อดิน เนื้อผง เนื้อว่าน เหรียญรูปเหมือน พระกริ่ง รูปหล่อ เหรียญหล่อ และเครื่องรางของขลัง ตะกรุดหนังเสือ ตะกรุดสามห่วง สีผึ้ง เป็นต้น แต่ละอย่างล้วนมีอภินิหารเป็นที่ประจักษ์และเล่าขานกันมาทุกวันนี้

พระเครื่องของท่านไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงาม แต่เน้นเรื่องพุทธคุณ เพราะท่านตั้งใจสร้างให้บูชาติดตัวเพื่อป้องกันภัยต่าง ๆ มีทั้งทางมหาอำนาจ เมตตามหานิยม แคล้วคลาด เนื้อพระส่วนมากเป็นแบบเนื้อดินผสมผงปนว่าน เนื้อดินอาถรรพ์ที่นำมาจัดสร้างวัตถุมงคลได้แก่ ดินโป่ง 7 โป่ง ดิน 7 ป่าช้า ดินขุยปู เป็นต้น ผสมลงไปในพระทุกพิมพ์ ด้านหลังองค์พระจะประทับชื่อ หลวงพ่อเต๋ กดลึกลงไปในเนื้อพระ

วัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านมาจนทุกวันนี้คือ ตุ๊กตาทอง หรือที่นิยมเรียกกันว่า กุมารทอง ตำราการสร้างได้จากหลวงลุงแดง ประกอบด้วย ดินโป่ง 7 โป่ง ดิน 7 ป่าช้า ดินขุยปู เป็นต้น มาปั้นตุ๊กตาทอง (กุมารทอง) แจกชาวบ้าน นำไปไว้เป็นเครื่องคุ้มครอง เพราะดินดังกล่าวจะมีเทวดารักษา จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อเต๋ปั้นแล้วเอาวางนอนไว้ จึงทำการปลุกเสกให้ลุกขึ้นเองตามตำรา ตุ๊กตาทองนี้นิยมกันมากใครได้ไปบูชามักจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังเป็นที่อัศจรรย์ ทำรายได้มหาศาล สามารถขออะไรสำเร็จทุกอย่างและเป็นที่ศรัทธาอย่างสูงของประชาชน

ในปี พ.ศ. 2505 หลวงพ่อเต๋ ท่านได้จัดสร้างพระเครื่องเนื้อดินพิธีใหญ่อีกครั้ง เพื่อฉลองอายุครบ 5 รอบ เนื้อดินที่ใช้ยังได้นำดินทวารวดี ที่ชำรุดหักและผงว่านผสมลงไปด้วย สังเกตเนื้อองค์พระเมื่อเผาแล้ว เนื้อดินจะนุ่มเมื่อถูกเหงื่อถูกสัมผัส ปรากฏมวลสารและว่านแลดูเก่ามาก พิมพ์ที่จัดสร้าง มีดังนี้
1. พระรูปเหมือนซุ้มเรือนแก้ว
2. พระปรกโพธิ์ใหญ่
3. พระปรกโพธิ์เล็ก
4. พระตรีกาย (พระสาม)
5. พระทุ่งเศรษฐี

พระเครื่องเนื้อดิน 4 พิมพ์แรก ด้านหลังจะมียันต์อักขระนูน เรียกว่า ยันต์สามง่าม เนื่องจากด้านหลังมีรูป ตรี เป็นสัญลักษณ์ของวัดสามง่ามนั่นเอง ส่วนพระทุ่งเศรษฐี ด้านหลังมียันต์และชื่อฉายา คงทอง กดประทับลึกลงไปในเนื้อ
หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม มรณภาพลงโดยอาการสงบ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2524 รวมสิริอายุได้ 80 ปี 6 เดือน 10 วัน พรรษาที่ 59 ปัจจุบันทางวัดยังคงบรรจุสังขารของท่านไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหารวมทั้งผู้ที่เคารพศรัทธาได้ไปกราบไหว้บูชาจนทุกวันนี้

ประวัติโดยสังเขป

หลวงพ่อแย้ม ฐานยุตฺโต เดิมชื่อ นายแย้ม เดชมาก เกิดเมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๘ ปีเถาะ ที่ ต.ดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐม เป็นบุตรของ นายแหยม และนางวงษ์ เดชมาก ครอบครัวมีอาชีพทำนา

เมื่ออายุ ๒๔ ปี ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๑ เวลา ๑๕.๒๕ น. ณ วัดสามง่าม ต.สามง่าม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โดยมี พระครูอุตตการบดี เป็นอุปัชฌาย์ พระครูอธิการเต๋ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เพ็ชร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อบวชแล้ว จึงได้เล่าเรียนวิชา และปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อเต๋ที่วัดสามง่าม จึงถือได้ว่าหลวงพ่อแย้มเป็น “ศิษย์เอก” ผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อเต๋เลยก็ว่าได้ นอกจาก ท่านจะมีวัตรปฏิบัติ และอุปนิสัยที่สงบเยือกเย็นเหมือนหลวงพ่อเต๋แล้ว ยังเป็นที่เล่าลือกันว่า วัตถุมงคลของหลวงพ่อแย้มก็บังเกิดความเข้มขลังไม่แตกต่างไปจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อเต๋ องค์อาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้แก่ท่านเลย
 ปัจจุบันหลวงปู่ได้มรณะภาพแล้ว เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่ รพ.ธนบุรี 1  พระครูประยุตนวการ หรือ “หลวงปู่แย้ม”

ฐานยุตโต (เดชมาก) เจ้าอาวาสวัด อรัญญิการาม (สามง่าม) มรณภาพด้วยโรคชรา สิริอายุ 102 ปี 79 พรรษา

 

 

ที่มา

http://www.samngam-np.go.th/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%8B-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%99%E0%B8%84/
https://www.thairath.co.th/content/1052417

 

ข้อมูลภาพของเว็บนี้ laikram.com

Posted on

พระครูปัญญาวิมล (แป๋ว อนุตฺตโร) เจ้าอาวาสวัดดาวเรือง จ.สิงห์บุรี

พระครูปัญญาวิมล (แป๋ว อนุตฺตโร) ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลไม้ดัด เจ้าอาวาสวัดดาวเรือง จ.สิงห์บุรี ลูกศิษย์พุทธาคมของหลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร

พระครูปัญญาวิมล (แป๋ว อนุตฺตโร) ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลไม้ดัด เจ้าอาวาสวัดดาวเรือง จ.สิงห์บุรี ลูกศิษย์พุทธาคมของหลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร

มรณภาพเเล้ว เมื่อเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. ของวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ สิริอายุได้ ๘๔ ปี พรรษา ๖๔ ที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ในช่วงบ่ายทางวัดนำสรีระสังขารกลับมายังวัดดาวเรือง เพื่อบำเพ็ญกุศลและสรงน้ำศพ กำหนดการ สวดพระอภิธรรมสรีระสังขาร พระครูปัญญาวิมล (หลวงปู่แป๋ว )เริ่มสวดคืนแรก วันที่ ๒๖ กันยายนถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๐ ณ ศาลาการเปรียญวัดดาวเรือง และจะเคลื่อนศพหลวงปู่ไปไว้ ณ วิหารรูปเหมือนท่าน และจะมีการสวดอภิธรรมไปจนครบ ๑๐๐ วัน จึงเรียนมาเพื่อทราบทั่วกัน สอบถามรายละเอียดที่ หมายเลข ๐๙๒ ๕๗๑ ๑๑๘๐ และ ๐๙๙ ๐๗๔ ๘๗๑๘
พระครูปัญญาวิมล (แป๋ว อนุตฺตโร) อุปสมบทตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖ โดยมี พระราชสิงหมุนี พระครูรัตนาธาร (หลวงพ่อเยื้อน) และพระมหาจําลอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ตามประวัติท่านร่ำเรียนวิชาในสาย “หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ “ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี และหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค (วัดโฆษิตตาราม) ผ่านทางหลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์ และในสาย

หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา ท่านได้เรียน เรียนมนต์ จินดามณี ในสายหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว ท่านได้เรียนยันต์ค่ายกล โดยหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค (วัดโฆษิตาราม) เป็นผู๎สอน ในสายหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ท่านได้เรียนผ่านทางหลวงพ่อเชน วัดสิงห์ และท่านถือตํารา โบราณอันเป็นสิ่งตกทอดมาถึงรุ่นท่าน ซึ่งเป็นสรรพวิทยามนต์คาถาสายบ้านบางระจัน

 

ประวัติหลวงปู่แป๋ว

หลวงปู่ พระครูแป๋ว วัดดาวเรือง อายุ 85 เสือเมืองสิงห์

ประสบการณ์หนาหู เสกหนุมานหมุน ปลัดบิน อาคม หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ หลวงพ่อกวย วัดบ้านแค หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ มารวมกันอยู่ที่

หลวงปู่ พระครู แป๋ว องค์นี้ องค์เดียว

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานผ้าไตร น้ำสรง คราวหลวงปู่ทำบุญอายุ ๗ รอบ สมัยนี้หาพระดี พระขลัง อย่าง หลวงปู่ พระครูแป๋ว เป็นไม่มี

1. หลวงพ่อศรีวัดพระปรางค์ เป็นอาจารย์ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หลวงพ่อกวย วัดบ้านแค หลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์ หลวงปู่แป๋วองค์นี้ ท่านสืบวิชาตำรับโบราณ จาก หลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์ 
 2. หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา มนต์จินดามณี หลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว ยันต์ค่ายกล หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ สารพัดวิชา หลวงปู่แป๋ว ได้วิชาจาก หลวงพ่อกวย วัดบ้านแค
3. หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงปู่แป๋ว ได้วิชาจาก หลวงพ่อเชน วัดสิงห์
คนเมืองสิงห์รู้ดีว่า ของ หลวงปู่ พระครูแป๋ววัดดาวเรือง มีปาฏิหาริย์แค่ไหน

“หลวงปู่แป๋ว ออกเหรียญ รุ่นแรก ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๖ เดี๋ยวนี้ ครึ่งหมื่น”

“หลวงปู่แป๋ว ทำตะกรุด คงกะพัน แคล้วคลาดชั้น ๑ ของเมืองสิงห์”

“หลวงปู่แป๋ว ทำปลัด ขยับชนกล่อง อีกครั้ง กระโดดจากพาน

“หลวงปู่แป๋ว ทำแหวนพิรอด หัวตะกร้อ กันเขี้ยวงา งูอ้าปากไม่ขึ้น หมากัดไม่เข้า ตะขาบกัดไม่บวม ปลิงแกะลื่น”

“หลวงปู่แป๋ว ทำผ้ายันต์ กันไฟ ตอนไฟไม่โบสถ์ มีคนเห็นยันต์เป็นเส้นสีแดง คลุมวัด

ประวัติ หลวงปู่ พระครูแป๋ว (พระครูปัญญาวิมล) ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบล เป็น พระอุปัชฌาย์ อายุ ๘๕ปี บวชตั้งแต่ อายุ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ กับพระราชสิงหมุนี พระครูรัตนาธาร(หลวงพ่อเยื้อน)

พรรษาแรก “หลวงพ่อแป๋ว” อยู่กับหลวงพ่อเชน วัดสิงห์ ร่ำเรียนวิชา ทำตะกรุด ต่อมา ไปเรียนกับหลวงพ่อกวย สักหนุมาน แผลงฤทธิ์ สักธนูมือ สักมงกุฎพระเจ้า (หลังเหรียญรุ่นแรก) ป้อนน้ำมันงาให้ท่านรูปเดียว ตั้งแต่ปี 2498 หลวงพ่อกวยเอ่ยปากยอมรับว่า “อื้อใช้ได้ใช้ได้ทำเหมือนหลวงพ่อแล้วนี่” ปกติหลวงพ่อกวยไม่ยอมรับใครง่ายๆ
ต่อมาไปหา “หลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์” ศิษย์ “หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์” เรียกหลวงพ่อทองว่า “พ่อ” ปี 2513

ปี 2517 หลวงพ่อกวยมาเสกพระให้ถึงโบสถ์วัดดาวเรือง หลวงพ่อกวยบอกว่า “ให้พระครูทำบ่อยๆ ทำทุกวันทั้งยืนเดินนั่งนอนกรรมฐานอย่าทิ้ง เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป ทำได้ขลังเหมือนข้าฯ ” ถึงวันนั้น พระครูแป๋วไม่เป็นสองรองใคร

Posted on

หลวงพ่อกวย รุ่น แรงครู

ของๆข้า ทุกชิ้นมีเจ้าของ ” ……………….
อมตะวาจา หลวงพ่อกวย ชุตินธโร
พระอริยาจารย์ผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์
พระผู้เป็นประดุจบรมครูของคนขลัง

วัดโฆสิตาราม ร่วมกับ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร พร้อมคณะสงฆ์จังหวัดชัยนาท ดำเนินการจัดสร้างมหาวัตถุมงคลย้อนยุคหลวงพ่อกวย ชุตินธโร เป็นครั้งประวัติศาสตร์ ในชื่อรุ่น… “แรงครู” …

“แรงครู” หลวงพ่อกวย
แรงจริงไปทั่วทั้งประเทศ .เปิดให้สั่งจองแล้ววันนี้..

วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นอาจาริยบูชาถวายแด่หลวงพ่อกวย ชุตินธโร เนื่องในวาระครบรอบชาตะกาล 112 ปี และเพื่อเข้ากองทุนคณะสงฆ์จังหวัดชัยนาท

สำหรับท่านที่จะบูชาสั่งจอง มหาวัตถุมงคล หลวงพ่อกวย รุ่น แรงครู ทางเฟสบุ้ค สามารถแจ้งรายการที่ท่านต้องการได้ ทางช่องทางนี้

เมื่อได้รับการยืนยันว่ารายการที่ท่านต้องการยังสามารถจองได้อยู่ (ยอดยังไม่เต็ม) จึงสามารถโอนเงินตามจำนวนที่สั่งจองได้ ที่ …**( 25 ต.ค.60 แจ้งยอดรายการสั่งจองทางเฟสนี้ เหลือเปิดให้จองตามรายการที่ยังไม่เต็มเท่านั้น!!)

ชื่อบัญชี ฐานพัฒน์ ภัทรวิกรานนท์ ธนาคารกรุงไทย สาขามาบุญครอง ออมทรัพย์ เลขที่ 6980151169

เมื่อโอนแล้ว กรุณาส่งหลักฐานมาได้ที่หน้าเฟสบุ้คนี้ ท่านจะได้รับสำเนาใบสั่งจอง ตามแบบมาตราฐานของทางวัดไว้เป็นหลักฐาน

ซึ่งท่านผู้สั่งจองสามารถตรวจสอบรายการที่ได้สั่งจองไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางช่องทางเฟสบุ้คนี้ได้ตลอดเวลา

…..สอบถามได้ที่ 081-544-9928 เจ้าหน้าที่ดูแลเฟสหลวงพ่อกวย รุ่น แรงครู

หรือท่านที่ต้องการบูชาสั่งจองทางไปรษณีย์ธนาณัติ สามารถสอบถามได้ที่ 095-8812278 พระอาจารย์มหาฐิติวัชร์ วรวฑฺฒโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร ต.ขัยนาท อ.เมือง จ.ชัยนาท 17000 ….
หรือโอนเงินเข้าบัญชี พระมหาฐิติวัชร์ วรวฑฺโน ธนาคารกรุงไทย สาขาชัยนาท เลขที่ 106-0-46106-4 ก็ได้เช่นกัน

(** พระอาจารย์มหาฐิติวัชร์ วรวฑฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร พระผู้ดำเนินงานฯ)

…..สถานที่เปิดให้บูชาสั่งจอง
มหาวัตถุมงคลหลวงพ่อกวย รุ่น “แรงครู”
ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 ต.ค.นี้ ( หลังจากพิธีบวงสรวงฯ และพิธีเททองฯ ที่วัดโฆสิตารามเสร็จสิ้น หากมีรายการใดเหลือตกค้างอยู่ สามารถสอบถามหรือสั่งจอง เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์พระเครื่องตามรายชื่อข้างล่างนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. เป็นต้นไป )

1.) วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท (สอบถาม อ.จอร์ท เจ้าหน้าที่ดูแลวัตถุมงคลวัด) 098-819-7482
2.) วัดพระบรมธาตุ สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท 095-881-2278
3.) โอ๋ วัดจั่น *สายตรงหลวงพ่อกวย (จ.ชัยนาท) 098-290-7999
4.) ต้อม สำนักจันทร์ *สายตรงหลวงพ่อกวย (พันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน) 081-482-4448
5.) เก่ง สิงห์บุรี *สายตรงหลวงพ่อกวย (พันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน) 090-915-9591
6.) บอย บางระจัน *สายตรงหลวงพ่อกวย (จ.สิงห์บุรี) 084-122-3334
7.) หนึ่ง เดิมบาง *สายตรงหลวงพ่อกวย (จ.สุพรรณบุรี) 087-729-3952
8.) แซม พิชัยญาติ (นิคม304 จ.ปราจีนบุรี) 082-0193474
9.) ศิริสมบัติ (ลาดกระบัง) 081-255-3145
10.) น้อมเก้า พระเครื่อง (บิ๊กซี นวนคร) 083-299-1454
11.) รุ่งธิญา (พาต้าปิ่นเกล้า) 081-372-8293
12.) สุ พาต้า (พาต้าปิ่นเกล้า) 083-168-1712
13.) ณรณัฏฐ์ พระเครื่อง (พาราไดซ์ ศรีนครินทร์) 089-541-4605
14.) อริยะธัช พระเครื่อง (โลตัส ปิ่นเกล้า) 089-914-1911
15.) แจ๋ว พระเครื่อง (เดอะสแควร์ บางใหญ่) 092-894-5324
16.) ตัวเล็ก (เจริญนคร) 081-933-9640
17.) แอ๊ด บารมี (เดอะมอลล์งามวงศ์วาน) 095-456-9544
18.) พรหมธาดา (ครุนอก พระประแดง) 086-786-2996
19.) พรหมธาดา (อิมพีเรียลสำโรง) 081-622-7476
20.) ชินบารมี (โลตัส บางกะปิ) 081-869-3797
21.) ชินบารมีออนไลน์ 065-396-5932
22.) คเณศร (บิ๊กซี ปากน้ำ) 081-425-6328
23.) มาลี (ซีคอนสแควร์) 081-867-4503
24.) เอก พระเครื่อง (โลตัส รังสิต) 081-752-5600
25.) ไม้มงคล (พันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน) 080-984-1175
26.) สหพระเครื่อง (แฟชั่นไอส์แลนด์) 061-585-8999
27.) นัท พระใหม่ (ซีคอน บางแค) 086-860-5555
28.) พิมพ์ใจ บางไผ่ (เพชรเกษม) 02-467-5082
29.) พ.ราชพฤกษ์ (เดอะมอลล์ บางแค) 088-686-8687
30.) ขวัญธานันท์ พระเครื่อง (เดอะสแควร์ บางใหญ่) 084-415-2966
31.) ม๊อก พระเครื่อง (เดอะสแควร์ บางใหญ่) 081-424-4198
32.) พระเครื่องอิทธิคุณ สหกรณ์เอกมัย (โน๊ต)
082-499-9333
33.) พิณอร วัตถุมงคล และเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ โทร/id line 061-240-5899
34.) สุ ยันต์ครู 099-118-6161
35.) สำนักงานนิตรสารอิสวาสุ (วิภาวดี ซ.44) 061-595-9153
36.) เฟสบุ๊คหลวงพ่อกวย รุ่น แรงครู 081-544-9928
37.) สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาท (บริเวณศาลากลางจังหวัด) 091-069-7911

**ศูนย์จองตัวแทนวัดตามข้างต้นนี้ เจ้าหน้าที่ของทางวัดพระบรมธาตุวรวิหาร (พระอารามหลวง) และวัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้างมหาวัตถุมงคลหลวงพ่อกวย รุ่น “แรงครู” ได้เดินทางตรวจสอบถึงเรื่องการให้บริการ การให้ความไว้วางใจ และความรับผิดชอบที่มีต่อท่านผู้สั่งจองได้เป็นอย่างดี จึงขอแจ้งมาเพื่อให้ท่านผู้สั่งจองได้รับความสะดวกตามสถานที่ดังกล่าวนี้ได้โดยทั่วกัน

…….***ผู้สั่งจอง จะได้รับ พระสิวลีหลังพระสังกัจจายน์ เนื้อผงพุทธคุณ ผสมผงเก่าหลวงพ่อกวย 1องค์ต่อ 1รายการ ฟรี!….และรับเพิ่มธนบัตรขวัญถุงหลวงพ่อกวย ชนิดสีเทา 1ใบต่อ 1รายการ เพิ่มฟรีๆอีกชิ้นหนึ่งด้วย!!….(รับวัตถุมงคลพร้อมกันทุกรายการตั้งแต่ วันที่ 24 ธ.ค. 60 เป็นต้นไป ตามสถานที่ท่านได้สั่งจอง)






Posted on

กฐินวัดท่าซุง ๘ ต.ค. ๒๕๖๐


ความจริงการทอดกฐินไม่ใช่ประเพณีนิยม เป็นพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ผ้ากฐินทานจะรับได้ก็ต่อเมื่อถึง วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒ หลังจากนั้นจะทอดขนาดไหนก็ตามจะไม่เป็นกฐิน ฉะนั้นกฐินมีเวลากาลจำกัด
ทีนี้ว่าถึง อานิสงส์กฐิน อานิสงส์กฐินนี้ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาท่านเคยเทศน์ และก็เทศน์ตามบาลี ท่านพูดถึงอานิสงส์ให้ทราบ ฉะนั้นการถวายวันนี้ทั้งหมด เมื่อวานก็ดี วันนี้ก็ดีจะเป็นเงินก็ตาม จะเป็นของก็ตาม ถือว่าทุกอย่างเป็นอานิสงส์กฐิน
ต่อไปนี้ก็โปรดทราบ จะนำพระสูตรตามที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีให้ทราบ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ในสมัยที่พระองค์เกิดเป็นมหาทุคคตะ ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระปทุมมุตระ เวลานั้นพระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นคนจนอย่างยิ่ง เป็นทาสของคหบดี เวลานั้นถอยหลังจากนี้ไป ๙๑ กัป ก็ปรากฏว่ามีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระปทุมมุตระ วันหนึ่งมหาทุคคตะไปดูงานทอดกฐินเขา เมื่อเขาทอดกฐินเสร็จ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
บุคคลใดเคยทอดกฐินแล้วในชีวิตหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพกฐินก็ดี และเป็นบริวารกฐินก็ดี (แต่ว่ากฐินวันนี้ไม่มีบริวาร มีแต่เจ้าภาพ เพราะเป็นกฐินสามัคคี) จะทำบุญน้อยจะทำบุญมาก มีอานิสงส์เสมอกัน แต่ทว่าปริมาณอาจจะแตกต่างกัน และอานิสงส์กฐินนี่ เวลานั้นพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

“โภ ปุริสะ ดูกรท่านผู้เจริญ บุคคลใดเคยทอดกฐินไว้ในพระพุทธศาสนา แม้ครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าตายจากความเป็นคน ยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ท่านผู้นั้นจะไปเกิดเป็นเทวดา หรือนางฟ้า ๕๐๐ ชาติ”

นั่นหมายความว่า ถ้าหมดอายุเทวดา หรือนางฟ้าจุติแล้วก็เกิดทันที ๕๐๐ ครั้ง เมื่อบุญหย่อนลงมานิดหน่อย เกิดเป็นเทวดาเกิดเป็นนางฟ้าไม่ได้ ลงมาเป็นมนุษย์ จะเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลก ๕๐๐ ชาติ เมื่อเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ๕๐๐ ชาติแล้ว บุญก็หย่อนลงมา ก็จะเป็นพระมหากษัตริย์ ๕๐๐ ชาติ หลังจากนั้นจะเป็นมหาเศรษฐี ๕๐๐ ชาติ

คำว่ามหาเศรษฐีนี่ มีเงินตั้งแต่ ๘๐ โกฏิขึ้นไป เขาเรียกว่า มหาเศรษฐี แต่ว่าตั้งแต่ ๔๐ โกฏิ ขึ้นไป เขาเรียกอนุเศรษฐี

เมื่อเป็นมหาเศรษฐี ๕๐๐ ชาติแล้ว ก็เป็นอนุเศรษฐี ๕๐๐ ชาติ หลังจากเป็นอนุเศรษฐี ๕๐๐ ชาติแล้ว ก็เป็นคหบดี ๕๐๐ ชาติ

ก็รวมความว่า การทอดกฐินครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่านอกจากจะ เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีแล้ว บุคคลที่ทอดกฐินครั้งหนึ่งในชีวิต จะปรารถนาพระโพธิญานก็ย่อมได้ นั่นหมายความว่า จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ จะปรารถนาเป็นอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นมหาสาวกก็ได้ จะปรารถนานิพพานเป็นพระอรหันต์ปกติก็ได้

ฉะนั้นการทอดกฐินแต่ละคราว ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบถึงอานิสงส์คนที่เคยทอดกฐินแล้วแต่ละครั้ง รวมความว่า ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด คำว่า ยากจนเข็ญใจ จะไม่มีแก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกชาติ

สำหรับวันนี้ การทอดกฐินมี ๓ อย่าง ความจริงอานิสงส์กฐินก็ย่อมเป็นอานิสงส์กฐิน แต่ในปัจจุบันจัดกฐินเป็น ๓ อย่าง คือ ๑. จุลกฐิน ๒. ปกติกฐิน ๓. มหากฐิน กฐิน ๓ อย่างย่อมเป็นเทวดานางฟ้าเหมือนกัน แต่ทว่าจะมีทรัพย์สมบัติมากกว่ากัน

คำว่า จุลกฐิน เวลานี้แปลงไปคงจำของพระพุทธเจ้าไม่ได้ คำว่า จุลกฐิน ก็หมายความว่า เขาถวายผ้าโดยเฉพาะชิ้นเดียว คือ ผ้ากฐินจะเป็นผ้าสังฆาฏิตัวหนึ่งก็ได้ จะเป็นผ้าจีวรตัวหนึ่งก็ได้ สบงตัวหนึ่งก็ได้ ถ้าเราไม่มีทั้งไตร ถวายผ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็เป็นกฐิน

ทีนี้ถ้า ปกติกฐิน ก็มีผ้าไตรครบไตร ถวายผ้าไตรเดียวหรืออย่างน้อย ก็มีผ้าไตร ๓ ไตร คือ องค์ครอง ๑ ไตร คู่สวด ๒ ไตร

ทีนี้ถ้ามีผ้าไตรครบทุกองค์ อย่างที่วัดทำเป็น มหากฐิน อย่างนี้ถ้าบังเอิญจะไปเกิดในชาติใดก็ตาม จะเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุดเป็นพิเศษ

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)
อ้างอิง
https://www.facebook.com/notes/289656611054586/?pnref=story
ข้อมูลภาพ http://laikram.com