Posted on

ขุนช้าง-ขุนแผน-วัดป่าเลไลย์ ๒/๒


ขุนช้าง-ขุนแผน-วัดป่าเลไลย์ ๒/๒


พระไวยอยากให้แม่มาอยู่กับตนและคืนดีกับพ่อ จึงไปลักพานางวันทองมา

ขุนช้างเคืองมากไปฟ้องสมเด็จพระพันวษา จึงมีการไต่สวนคดีกันอีกครั้งหนึ่ง

ในที่สุดสมเด็จพระพันวษาก็ถามความสมัครใจของนางว่าจะเลือกอยู่กับใคร นางตัดสินใจไม่ได้ สมเด็จพระพันวษาหาว่านางเป็นหญิงสองใจจึงสั่งให้นำตัวไปประหารชีวิต

พระไวย พยายามอ้อนวอนขออภัยโทษได้ แต่ไปห้ามการประหารไม่ทัน

ในครอบครัวของพระไวยก็ไม่ราบรื่นนัก เพราะนางสร้อยฟ้าไม่พอใจที่พระไวยและนางทองประศรีรักนางศรีมาลามากกว่านาง

จึงมักจะมีการทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ นางสร้อยฟ้าเจ็บใจจึงให้เถรขวาดทำเสน่ห์

ให้พระไวย หลงรักนาง แล้วนางสร้อยฟ้าก็หาเรื่องใส่ความให้พระไวยตีนางศรีมาลา พลายชุมพลเข้าไปห้ามก็ถูกตีไปด้วย

พลายชุมพลน้อยใจจึงหนีออกจากบ้านไปหาพ่อแม่ที่กาญจนบุรีเล่าเรื่องให้ฟัง


แล้วหนีต่อไปหายายที่สุโขทัย ได้บวชเณรและเล่าเรียนอยู่ที่นั้น

ฝ่ายขุนแผนรีบไปที่บ้านของพระไวย แล้วเสกกระจกมนต์ให้ดูว่าถูกทำเสน่ห์ แต่พระไวยไม่เชื่อหาว่าพ่อเล่นกลให้ดู และพูดลำเลิกบุญคุณที่ช่วยพ่อออกมาจากคุก ขุนแผนแค้นมากประกาศตัดพ่อตัดลูก แล้วกลับกาญจนบุรีทันที

พลายชุมพลเรียนวิชาสำเร็จแล้วก็นัดหมายกับขุนแผน เพื่อที่จะแก้แค้นพระไวย โดยพลายชุมพลสึกจากเณรปลอมเป็นมอญ ใช้ชื่อ สมิงมัตรา


ยกกองทัพหุ่นหญ้าเสกมาถึงสุพรรณบุรี สมเด็จพระพันวษา ให้ขุนแผนยกทัพไปต้านศึก ขุนแผนแกล้งแพ้ให้ถูกจับได้พระไวยจึงต้องยกทัพไปและต่อสู้กับพลายชุมพล ระหว่างที่กำลังต่อสู้กัน ขุนแผนบอกให้พลายชุมพลจับตัวพระไวยไว้ พระไวยเห็นพ่อก็ตกใจหนีกลับไปฟ้องสมเด็จพระพันวษา พระองศ์จึงให้นางศรีมาลาไปรับตัวขุนแผนกับพลายชุมพลเข้าวัง

พลายชุมพลอาสาจับคนที่ทำเสน่ห์ โดยขอหมื่นศรีไปเป็นพยานด้วย พลายชุมพลจับตัวเถรขวาดกับเณรจิ๋วไว้ แล้วขุดรูปปั้นลงอาคมที่ฝั่งไส้ใต้ดินขึ้นมาได้ เสน่ห์จึงคลาย

ตกดึกเถรขวาดกับเณรจิ๋วสะเดาะโซ่ตรวนหนีไป ในการไต่สวนคดี นางสร้อยฟ้าไม่ยอมรับว่าเป็นคนทำเสน่ห์ และใส่ร้ายว่านางศรีมาลาเป็นชู้กับพลายชุมพล พอนางจับได้พลายชุมพลก็หนีไปยุยงขุนแผน

ในที่สุดก็มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์โดยการลุยไฟ นางสร้อยฟ้าแพ้ถูกไฟลวกจนพุพอง ส่วนนางศรีมาลาไม่เป็นอะไรเลย

สมเด็จพระพันวษาสั่งประหารนางสร้อยฟ้า แต่นางศรีมาลาช่วยขออภัยโทษให้ จึงเพียงถูกเนรเทศกลับไปอยู่ที่เชียงใหม่เช่นเดิม

ระหว่างเดินทางก็พบเถรขวาดกับเณรจิ๋ว จึงเดินทางไปด้วยกัน กลับถึงเชียงใหม่ได้ไม่นานนางก็ให้กำเนิดลูกชาย ชื่อ พลายยง ส่วนนางศรีมาลาก็คลอดลูกชายเช่นกัน ขุนแผนตั้งชื่อให้ว่า พลายเพชร

พระเจ้าเชียงอินทร์ ตั้งเถรขวาด เป็นพระสังฆราชเพื่อตอบแทนความดีความชอบที่พานางสร้อยฟ้าที่กลับบ้านเมืองได้อย่างปลอดภัย แต่เถรขวาดยังแค้นพลายชุมพล จึงเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา


แปลงเป็นจระเข้อาละวาดฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงไปมากมาย พลายชุมพลจึงอาสาออกปราบจระเข้จนสำเร็จ ได้ตัวเถรขวาดมาประหารชีวิต

พลายชุมพลได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงนายฤทธิ์ นับจากนั้นเป็นต้นมาทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข


อ้างอิง
จิตรกรผู้วาด เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย อ.สองพี่น้อง
http://www.suphan.biz/kunchangkunpan.htm
ข้อมูลภาพ laikram.com
หมายเหตุ ภาพและเนื้อเรื่องอาจไม่สอดคล้องกันนัก เนื่องจากว่าคนละแหล่งที่มา

Posted on

ขุนช้าง-ขุนแผน-วัดป่าเลไลย์ ๑/๒


ขุนช้าง-ขุนแผน-วัดป่าเลไลย์

เป็นวรรณกรรมอมตะไทยมาช้านาน ตามประวัติกล่าวว่านักขับเสภาครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้แต่ง ( เสภาคือหนังสือกลอนโบราณ ที่นำเอานิทานมาแต่งเป็นกลอนสำหรับขับลำนำ ) แต่เหลือมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์บางตอน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงโปรดให้เหล่ากวีในพระราชสำนักแต่งขึ้นใหม่ รวมทั้งพระองค์ท่านเองทรงพระราชนิพนธ์ ตอน “พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม” ตอน “ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง” และตอน “เข้าห้องแก้วกิริยาและพาวันทองหนี” รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชนิพนธ์ตอน “ขุนช้างตามวันทอง” บรมครูสุนทรภู่แต่งตอน “กำเนิดพลายงาม” ต่อมาครูแจ้งในรัชกาลที่ 4 แต่งตอน “กำเนิดกุมารทอง” ตอน “ขุนแผน พลายงามแก้พระท้ายน้ำ” และตอน “ขุนแผน พลายงามสะกดเจ้าเมืองเชียงใหม่”


ที่มาของเรื่อง กล่าวกันว่าเป็นจริงตามนิทานพื้นบ้าน เกิดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2034 -2072 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ถูกสมมุติพระนามในเสภาว่า “พระพันวษา” เนื้อเรื่องเอาเกร็ดประวัติศาสตร์ตอนไทยทำสงครามกับเชียงใหม่และล้านช้าง แล้วเอามาผูกเข้ากับวิถีชีวิตของชาวเมืองสุพรรณและกาญจนบุรี โดยเฉพาะการชิงรักหักสวาทของ 1 หญิง 2 ชาย คือ นางพิมพิลาไลยหรือนางวันทอง ขุนแผนหรือพลายแก้ว และขุนช้าง อรรถรสทางด้านภาษาและเนื้อหา เป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนยุคสมัยนั้น จนเป็นวรรณกรรมอมตะมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องย่อ
เรื่องขุนช้างขุนแผนเขียนขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจริง ตามหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวว่า มีกษัตริย์ใน สมัยกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระพันวษา ครั้งหนึ่งเกิดสงครามกับนครเชียงใหม่ เนื่องจากพระเจ้าโพธิสารราชกุมาร เจ้าเมืองเชียงใหม่ ไม่ชอบที่พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตลานช้าง มาเป็นมิตรกับอยุธยา จึงยกทัพมาแย่งชิงพระธิดาแห่งลานช้างไป พระพันวษาทรงพระพิโรธ จึงมีราชโองการสั่งให้เตรียมทัพและตรัสกับพระหมื่นศรีมหาดเล็ก ให้เลือกทหารที่มีฝีมือมารบ ซึ่งในบัดนั้นผู้ที่จะเก่งกล้าเกินกว่าขุนแผนนั้นไม่มี แต่พระหมื่นศรีมหาดเล็กทูลพระพันวษาว่า ขุนแผนยังอยู่ในคุก พระพันวษาก็ทรงระลึกได้ถึงขุนแผนที่ถูกจองจำอยู่ในคุก จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ขุนแผนพ้นโทษโดยเร็ว และแต่งตั้งขุนแผนเป็นแม่ทัพออกรบ ก่อนที่ขุนแผนจะออกรบได้แวะที่เมืองพิจิตร เพื่อรับดาบและม้าวิเศษประจำตัวขุนแผน (ดาบฟ้าฟื้นและม้าสีหมอก) ที่ฝากไว้กับพระพิจิตร และขุนแผนก็สามารถตีกองทัพเชียงใหม่จนแตกพ่าย ในคำให้การชาวกรุงเก่า มีเรื่องขุนช้างขุนแผนปรากฏอยู่เท่านี้ เห็นได้ว่าไม่ตรงกับเรื่องขุนช้างขุนแผนที่เราขับเสภากันอยู่ เพราะเรื่องนี้นำมาเล่าเป็นนิทานนานมาแล้วและยังแต่งเป็นกลอนเสภาอีก สันนิษฐานได้ว่าคงมีการตกแต่งเรื่องให้แปลกสนุกสนานและยาวยิ่งขึ้น

ขุนช้างขุนแผน
ณ เมืองสุพรรณบุรี
กล่าวถึงครอบครัวสามครอบครัว คือ ครอบครัวของขุนไกรพลพ่ายรับราชการทหาร มีภรรยาชื่อ นางทองประศรี มีลูกชายด้วยกันชื่อ พลายแก้ว ครอบครัวของขุนศรีวิชัย เศรษฐีใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรี รับราชการเป็นนายกองกรมช้างนอก ภรรยาชื่อ นางเทพทอง มีลูกชายชื่อ ขุนช้าง ซึ่งหัวล้านมาแต่กำเนิด และครอบครัวของพันศรโยธา เป็นพ่อค้า ภรรยาชื่อ ศรีประจัน มีลูกสาวรูปร่างหน้าตางดงามชื่อ นางพิมพิลาไลย

วันหนึ่งสมเด็จพระพันวษา มีความประสงค์จะล่าควายป่า จึงสั่งให้ขุนไกรปลูกพลับพลาและต้อนควายเตรียมไว้ แต่ควายป่าเหล่านั้นแตกตื่นไม่ยอมเข้าคอก ขุนไกรจึงใช้หอกแทงควายตายไปมากมาย ที่รอดชีวิตก็หนีเข้าป่าไป


สมเด็จพระพันวษาโกรธมากสั่งให้ประหารชีวิตขุนไกรเสีย นางทองประศรีรู้ข่าวรีบพาพลายแก้วหนีไปอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี

ทางเมืองสุพรรณบุรี มีพวกโจรจันศรขึ้นปล้นบ้านของขุนศรีวิชัยและฆ่าขุนศรีวิชัยตาย ส่วนพันศรโยธาเดินทางไปค้าขายต่างเมือง พอกลับมาถึงบ้านก็เป็นไข้ป่าตาย

เมื่อพลายแก้วอายุได้ ๑๕ ปี ก็บวชเณรเรียนวิชาอยู่ที่วัดส้มใหญ่ แล้วย้ายไปเรียนต่อที่วัดป่าเลไลยก์

ต่อมาที่วัดป่าเลไลยก์จัดให้มีเทศน์มหาชาติ เณรพลายแก้วเทศน์กัณฑ์มัทรี ซึ่งนางพิมพิลาไลยเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์ นางพิมเลื่อมใสมากจนเปลื้องผ้าสไบบูชากัณฑ์เทศ์ ขุนช้างเห็นเช่นนั้นก็เปลื้องผ้าห่มของตนวางเคียงกับผ้าสไบของนางพิม อธิฐานขอให้ได้นางเป็นภรรยา ทำให้นางพิมโกรธ


ต่อมาเณรพลายแก้วก็สึกแล้วให้นางทองประศรีมาสู่ขอนางพิมและแต่งงานกัน


พลายแก้วและนางพิม

พลายแก้วและนางสายทอง

ทางกรุงศรีอยุธยาได้ข่าวว่ากองทัพเชียงใหม่ตีได้เมืองเชียงทอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระพันวษาถามหาเชื้อสายของขุนไกร


ขุนช้างซึ่งเข้าไปรับราชการอยู่จึงเล่าเรื่องราวความเก่งกล้าสามารถของพลายแก้ว เพื่อหวังจะพรากพลายแก้วไปให้ห่างไกล นางพิม สมเด็จพระพันวษาจึงให้ไปตามตัวมาแล้วแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพไปรบกับเมืองเชียงใหม่และได้ชัยชนะ

นายบ้านแสนคำแมนแห่งหมู่บ้านจอมทอง เห็นว่าพลายแก้วกับพวกทหารไม่ได้เบียดเบียนให้ชาวบ้านเดือดร้อนจึงยกนางลาวทองลูกสาวของตนให้เป็นภรรยาของพลายแก้ว

ส่วนนางพิมพิลาไลย เมื่อสามีจากไปทัพได้ไม่นานก็ป่วยหนักรักษาเท่าไรก็ไม่หาย

ขรัวตาจูวัดป่าเลไลยแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง อาการไข้จึงหาย ขุนช้างทำอุบายนำหม้อใหม่ใส่กระดูกไปให้นางศรีประจันกับนางวันทองดูว่าพลายแก้วตายแล้วและขู่ว่านางวันทองจะต้องถูกคุมตัวไว้เป็นม่ายหลวงตามกฎหมาย นางวันทองไม่เชื่อ แต่นางศรีประจันคิดว่าจริง ประกอบกับเห็นว่าขุนช้างเป็นเศรษฐีจึงบังคับให้นางวันทองแต่งงานกับขุนช้าง

นางวันทองจำต้องตามใจแม่แต่นางไม่ยอมเข้าหอ

ขณะนั้นพลายแก้วกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาและได้บรรดาศักดิ์เป็นขุนแผนแสนสะท้าน จากนั้นก็พานางลาวทองกลับสุพรรณบุรีนางวันทองเห็นขุนแผนพาภรรยาใหม่มาด้วยก็โกรธด่าทอโต้ตอบกับนางลาวทองและลืมตัวพูดก้าวร้าวขุนแผน ทำให้ขุนแผนโมโหพานางลาวทองไปอยู่ที่กาญจนบุรี ส่วนนางวันทองก็ตกเป็นภรรยาของขุนช้างอย่างจำใจ

ต่อมาขุนช้างและขุนแผนเข้าไปรับราชการอบรมในวังและได้มหาดเล็กเวรทั้งสองคน วันหนึ่งนางทองประศรีให้คนมาส่งข่าวว่า นางลาวทองป่วยหนัก ขุนแผนจึงฝากเวรไว้กับขุนช้างแล้วไปดูอาการของนางลาวทอง ตอนเช้าสมเด็จพระพันวษาถามถึงขุนแผน ขุนช้างบอกว่าขุนแผนปีนกำแพงวังหนีไปหาภรรยา สมเด็จพระพันวษาโกรธจึงสั่งให้นำตัวนางลาวทองมากักไว้ในวัง ส่วนขุนแผนให้ไปตระเวนด่านห้ามเข้าวังอีกทำให้ขุนแผนแค้นขุนช้างมากคิดช่วงชิงนางวันทองกลับคืนมา จึงออกหาของวิเศษ ๓ อย่าง คือ ดาบวิเศษ กุมารทอง และม้าฝีเท้าดี ขุนแผนเดินทางไปถึงซ่องโจรของหมื่นหาญก็สมัครเข้าเป็นสมุน วันหนึ่งได้ช่วยชีวิตหมื่นหาญให้รอดพ้นจากการถูกวัวแดงขวิดตาย หมื่นหาญจึงยกนางบัวคลี่ลูกสาวของตนให้เป็นภรรยาของขุนแผน


ต่อมาหมื่นหาญเห็นขุนแผนมีวิชาอาคมเหนือกว่าตนก็คิดกำจัด โดยสั่งให้นางบัวคลี่วางยาพิษฆ่าขุนแผน แต่โหงพรายมาบอกให้ขุนแผนรู้ตัว คืนนั้นพอนางบัวคลี่นอนหลับ ขุนแผนก็ผ่าท้องนางควักเอาเด็กไปทำพิธีปลุกเสกเป็นกุมารทอง

ต่อจากนั้นก็ทำพิธีตีดาบฟ้าฟื้นและไปซื้อม้าลักษณะดีได้ตัวหนึ่ง ชื่อ ม้าสีหมอก แล้วขุนแผนก็ไปที่บ้านของขุนช้างสะกดคนให้หลับหมดแล้วขึ้นไปบนบ้านแต่เข้าห้องผิด

จึงพบนางแก้วกิริยาและได้นางเป็นภรรยา จากนั้นก็ไปปลุกนางวันทองพาขึ้นม้าหนีเข้าป่าไป

ขุนช้างไปฟ้องสมเด็จพระพันวษา พระองค์ให้ทหารตามจับขุนแผน

แต่ถูกขุนแผนฆ่าตายไปหลายคน ขุนแผนกับนางวันทองหลบซ่อนอยู่ในป่าจนนางตั้งท้องจึงพากันออกมามอบตัวสู้คดีกับขุนช้างจนชนะคดี

ขุนแผนนางวันทอง และนางแก้วกิริยาจึงอยู่ร่วมกันด้วยความสุข แต่ขุนแผนนึกถึงนางลาวทองจึงขอร้องจมื่นศรีเสาวรักษ์ให้ขอตัวนางจากสมเด็จพระพันวษาทำให้พระองค์โกรธว่าขุนแผนกำเริบจึงสั่งจำคุกขุนแผนไว้

นางแก้วกิริยาตามไปปรนนิบัติขุนแผนด้วย ส่วนนางวันทองพักอยู่ที่บ้านของหมื่นศรี

ขุนช้างจึงพาพรรคพวกมาฉุดนางวันทองไปเป็นภรรยาอีก

ต่อมานางก็คลอดลูกชาย แล้วตั้งชื่อให้ว่าพลายงาม ขุนช้างรู้ว่าไม่ใช่ลูกของตนก็เกลียดชัง วันหนึ่งจึงหลอกพาเข้าไปในป่าทุบตีจนสลบแล้วเอาท่อนไม้ทับไว้ โหงพรายของขุนแผนมาช่วยได้ทัน นางวันทองจึงให้ลูกไปอยู่กับนางทองประศรีที่กาญจนบุรีพลายงามได้ร่ำเรียนวิชาของพ่อเชี่ยวชาญ

ขุนแผนจึงพาไปฝากไว้กับหมื่นศรี เพื่อหาโอกาสให้เข้ารับราชการ

ทางฝ่ายพระเจ้าเชียงอินทร์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ให้ทหารไปชิงตัวนางสร้อยทองธิดาพระเจ้าล้านช้างระหว่างที่เดินทางไปยังกรุงศรีอยุธยา เพราะพระเจ้าล้านช้างต้องการเป็นไมตรีด้วยจึงส่งธิดามาถวายตัวแล้วพระเจ้าเชียงอินทร์ยังส่งหนังสือท้าทายสมเด็จพระพันวษาอีกด้วย พลายงามได้โอกาสจึงอาสาออกไปรบ และขอให้ปล่อยขุนแผนออกจากคุกด้วย เพื่อจะได้ช่วยกันทำศึก ขุนแผนจึงพ้นโทษ

ในขณะที่กำลังเตรียมทัพนางแก้วกิริยาก็คลอดลูกเป็นชาย ขุนแผนตั้งชื่อว่า พลายชุมพล

แล้วขุนแผนกับพลายงามก็คุมทัพมุ่งสู่เชียงใหม่

ขุนแผนได้แวะเยี่ยมพระพิจิตรกับนางบุษบาซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือ เมื่อครั้งขุนแผนกับนางวันทองเข้ามอบตัว พลายงามจึงได้พบนางศรีมาลาและได้นางเป็นภรรยา

จากนั้นก็คุมทัพไปรบกับเชียงใหม่ได้ชัยชนะ ครั้นกลับถึงกรุงศรีอยุธยา ขุนแผนได้เป็นพระสุรินฤาไชย เจ้าเมืองกาญจนบุรี พลายงามได้เป็นจมื่นไวยวรนาถ และสมเด็จพระพันวษาก็ยกนางสร้อยฟ้าธิดาของพระเจ้าเชียงอินทร์ให้แต่งงานกับพระไวยพร้อม ๆ กับนางศรีมาลา

ต่อตอนจบ คลิกที่นี่่

อ้างอิง
จิตรกรผู้วาด เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย อ.สองพี่น้อง
http://www.suphan.biz/kunchangkunpan.htm
ข้อมูลภาพ laikram.com
หมายเหตุ ภาพและเนื้อเรื่องอาจไม่สอดคล้องกันนัก เนื่องจากว่าคนละแหล่งที่มา

Posted on

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี



วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่ ถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรีชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดป่า ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตปางป่าเลไลยก์เดิมหลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ต่อมาได้มีการบูรณะและทำเป็นปางป่าเลไลยก์ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน วัดป่าเลไลยก์วรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ระดับวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่หน้าบันของวิหารวัดป่าเลไลยก์มีเครื่องหมายพระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จธุดงค์มาพบสมัยยังผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมาปฏิสังขรณ์

วัดป่าเลไลยก์วรวิหารสร้างในสมัยที่เมืองสุพรรณบุรีรุ่งเรือง ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ภายหลัง พ.ศ. 1724

ประชาชนมานมัสการ “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่นเห็นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ องค์พระสูง 23.46 เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย จำนวน 36 องค์

ภาพเขียนเรื่องราว ขุนช้าง-ขุนแผน
รอบๆ วิหารของหลวงพ่อโต มีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวของขุนช้าง-ขุนแผน
ตั้งแต่เริ่มเรื่อง จนถึงตอนสุดท้าย เป็นภาพที่สวยงาม และได้ความรู้

ชมภาพนิทาน ขุนช้าง-ขุนแผน และจิตรกรรมฝาผนังได้ที่นี่
วัดป่าเลไลยก์ มีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีอันลือชื่อของไทย คือ เสภาขุนช้างขุนแผน
นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่ ปัจจุบัน วัดป่าเลไลยก์ มีสถานะเป็น
พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร


อ้างอิง
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
http://www.suphan.biz/Watpalalai.htm

ข้อมูลภาพจาก http://laikram.com

Posted on

วัดบางซอ สองพี่น้อง สุพรรณบุรี



วัดบางซอ ตั้งอยู่เลขที่ ๕๗ หมู่ที่ ๕ ตำบลบางตะเคียน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๘เมตร ยาว ๑๒.๕๐ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ เป็นอาคารไม้ กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๓ หลัง เป็นอาคารไม้
ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๔๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ปูชนียวัตถุ พระประธานประจำอุโบสถ
วัดบางซอได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๔ และเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ ได้สร้างโบสถ์หลังใหม่แทนหลังเก่า (ปัจจุบันเป็นวิหาร)

โบสถ์หลังใหม่นี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗
ตระกูล ๒ ตระกูล คือ ตระกูลปานอำพันธ์ และตระกูลวัลมาลีได้ช่วยกันสร้างวัดบางซอ โดยผู้ริเริ่มคือกำนันคง ปานอำพันธ์ พ่อพร้อม สว่างใจธรรม พ่อนิ่ม วัลมาลี พร้อมด้วยบรรดาลูก ๆ มีพ่ออ้น ปานอำพันธ์ พ่อเชย ปานอำพันธ์ พ่อขาว ปานอำพันธ์
โดยขุนพินิจนาวา (อ้น ปานอำพันธ์) ถวายที่ดินครั้งแรก ๑ ไร่ เศษยาวจรดแม่น้ำสุพรรณ ถวายที่ดินครั้งที่ ๒ เนื้อที่ ๕ ไร่เศษ ติดกับที่ถวายครั้งแรก และลงมือสร้างวัดเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒ และยังมีพ่อทรัพย์ ปานอำพันธ์ ถวายที่ดินและทรัพย์อีก (จำนวนเท่าไรไม่ปรากฏ) คุณแม่ขำ ไทรด้วย ถวายที่ดิน ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๘๔ ตารางวา นางกลับ ไกรทองสุข ถวายที่ดิน ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๔ วา ถวายเป็นที่ธรณีสงฆ์ สมัยพระอาจารย์จำนง ถิรสาโร เป็นเจ้าอาวาส

อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ 6 ของวัดบางซอ
หลวงพ่อวุ่นเป็นพระเถระที่เรืองวิทยาคม
ท่านเป็นผู้มักน้อยถือสันโดษไม่จำพรรษา
วัดใดวัดหนึ่ง ไม่ว่าแดดร้อนจัดหรือฝนจะตก
ท่านก็พายเรือของท่านตามสบาย
ครั้งหนึ่งเป็นเรื่องเล่าลือกันมากคือ
ท่านจอดเรือพักที่ร่มไม้ปากคลองบางยาง จ.สมุทรสาคร สมัยนั้นมีเรือโยงของบริษัท
สุพรรณบุรีขนส่ง จอดคอยเรือสินค้า
ที่ออกจากคลองภาษีเจริญ และคลองบางยาง ชาวเรือต่างก็เห็นหลวงพ่อวุ่นจอดนอนพัก ที่ร่มไม้ปากคลองบางยาง เรือยนต์ก็โยงเรือสินค้าแล่นมาตลอดคืน รุ่งเช้าเรือยนต์ถึงปากคลองสองพี่น้อง สุพรรณบุรี ต่างก็เห็นหลวงพ่อวุ่นพายเรือ อยู่ปากคลองสองพี่น้อง
ต่างก็เห็นเป็นอัศจรรย์ เล่าลือกันว่าท่านพายเรือมาได้อย่างไร ท่านต้องเป็นพระที่มีอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างแน่นอน นี่เป็นเรื่องบางส่วนของหลวงพ่อวุ่น

๒. พระอาจารย์คำ ปานอำพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๑ – ๒๔๕๕
๓. พระอาจารย์แผ้ว ศรีสวัสดิ์ พ.ศ.๒๔๕๖ – ๒๔๕๙
๔. พระอาจารย์ผิด ปรางศร พ.ศ.๒๔๖๐ – ๒๔๖๑
๕. พระอาจารย์เผือก สีชมพู พ.ศ.๒๔๖๐ – ๒๔๖๑
๖. พระอาจารย์วุ่น ชินปุตฺโต (สุขเกษม) พ.ศ.๒๕๖๖ – ๒๔๗๗

๗. พระอาจารย์ขาว ปานอำพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๗-๒๔๘๐
๘. พระอาจารย์ตุ้ย ศรีสวัสดิ์ พ.ศ.๒๔๘๐ – ๒๔๘๓
๙. พระอาจารย์ทองเหลี่ยม ศรีทวีสุข พ.ศ.๒๔๘๓ – ๒๔๘๕
๑๐. พระอาจารย์ถนอม สุมิตฺโต พ.ศ.๒๔๘๕ – ๒๔๙๔
๑๑. พระอาจารย์จำนง ปานอำพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๔ – ๒๕๐๘
๑๒. พระอาจารย์ทองหล่อ โรจน์สนธิ์ พ.ศ.๒๕๐๘ – ๒๕๑๑
๑๓. พระครูสุวรรณสังฆกิจ (ชื่น จุนฺโท) พ.ศ. ๒๕๑๑ – ๒๕๓๕
๑๔. พระอาจารย์จำนง ปริสุทฺโธ พ.ศ.๒๕๓๕ – ๒๕๔๘
๑๕. พระครูปลัดดิลกวัฒน์ พ.ศ. ๒๕๔๘-ปัจจุบัน


อ้างอิง
http://watbangsow.webiz.co.th/
http://www.suphan.biz/bangtakean.htm
ข้อมูลภาพและวีดีโอ http://laikram.com