Posted on

วัดสะพานสูง นนทบุรี



กราบหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี นมัสการพระเจดีย์ ชมเจ้าแม่ตะเคียน ทำทานอาหารปลาท้ายวัด

ประวัติโดยสังเขป


หลวงปู่เอี่ยม อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส

เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม ไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้


เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก

เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร

หลวงปู่เอี่ยมได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2439 รวมอายุท่านได้ 80 พรรษา บวชได้ 59 พรรษา ท่านก็มรณภาพด้วยโรคชรา


ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้) ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งชาวบ้านก็เรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อจากวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น “วัดสะพานสูง” จนทุกวันนี้

พระคาถาโสฬสมงคล

โสฬะสะ มังคะลัญเจวะ นะวะ โลกุตตะระธัมมา
จัตตาโรจะ มหาทีปา ปัญจะพุทธา มหามุนี ตรีปิฏะกา
ธัมมัะขันธา ฉะกามา วะจะราเทวา
ปัญจะทะสะ ภะเวตัพพัง ทะสะมัง สีละเมวะจะ
เตระสะ ธุตังคานิ ปาฎิหาริยัญจะ ทะวาทะสะ
เอกะเมรุสุรา อัฎฐะ ทะเวจันโท สุริโย ตะถา
สัตตาสัมโพชฌังคา เจวะ จะตุททะสะ จักกะวัตติจะ
เอการะสะ วิสะนุ ราชา สัพเพเทวา มัง ปะละยังตุ ฯ